จังหวะชีวิต
เหมือนเป็นจังหวะของชีวิตนะ ที่ทำให้เราได้มาเจอกับเรื่องราวที่แตกต่างออกไป ทำให้เราได้มาเป็นเพื่อนกับคนที่อยู่กันไกลๆ คนละประเทศ
ศุกร์ที่แล้วเป็นศุกร์สุดท้ายของการเรียน จบซะที นี่คือรูปห้องเรียนเรา ขาดไปสองคน หนุ่มญี่ปุ่นทั้งสองคน

วันคริสมาสถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆของคนที่ออสเตรเลีย ที่นี่เค้าหยุดกันยาวมาก ตั้งแต่หนึ่งสับดาห์ไปจนถึงเป็นเดือน
ในตอนแรกเพื่อนชวนไปทำอะไรกินกันที่บ้าน แล้วก้อมีที่ร้านอาหารที่เพื่อนทำงานอยู่เลี้ยง สองร้านกันเลยทีเดียว แต่สุดท้าย เหมียวเลือกไปโบสถ์
ที่อยากไปลองดูบรรยากาศจริงๆ นึกว่าจะเหมือนในหนัง ตอนไปถึงทีแรก ~นี่โบสถ์เหรอ~ ครือเหมือนตึกธรรมดา เหมือนวัดไทยนั่นแหละ ที่เป็นบ้านธรรมดา แต่นี่เป็นโบสถ์เกาหลี ดังนั้น สองในสาม ของคริสต์สาสนิกชน(ถูกไม๊นี่)ที่นี่จึงเป็นพลเมืองเกาหลี เราเป็นคนไทยหนึ่งในสองคนที่อยู่ในนั้น (หาอีกคนไม่เจอ คนเกาหลีบังหมด) ชาติอื่นๆ ก้อมีเวียดนามมั่ง จีนมั่ง ญี่ปุ่นมั่ง เห็นมีออสซี่เหมือนกัน แต่ว่าอย่างที่บอกว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของเค้า เค้าจะอยู่กับครอบครัวมากกว่า
อ้อ ตอนเช้าที่เหมียวเข้าไปในเมือง ผีหลอกกันเลยทีเดียว ห้าง ร้านค้า แม้กระทั่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ปิดหมด เหลือพวก 7/11 อยู่ กะร้านกาแฟ สองสามร้าน แปลกสุดๆ
เราใช้เวลาอยู่ในโบสถ์เกือบครึ่งวัน ฟังคนเกาหลีพูดเกาหลี แล้วก้อมีคนเกาหลีแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ฟัง เค้าสำเนียงดีมากเลยทีเดียว แล้วคนข้างๆ เหมียวก้อพูดอังกฤษเก่งมาก เคยรู้จักคนแถวบ้าน(ที่เมืองไทย) เคยได้ดีเพราะศาสนาคริสต์ คงเพราะอย่างนี้นี่เอง แต่พอเราไปเข้าห้องน้ำแล้วดันไปเปลี่ยนที่นั่ง แล้วทำเป็นมีมารยาท หันไปคุยกะคนเกาหลีที่นั่งข้างๆ เจ้แกส่ายหน้าใหญ่ บอกอะไรไม่รู้เป็นภาษาเกาหลี แล้วก้อเอาแต่ส่ายหัว เออ ไม่คุยด้วยก้อได้วะ

สิ่งที่เราตั้งใจอยากจะเห็นไม่ใช่อย่างที่ได้เห็นในวันนั้น แต่มันกลับเป็นความประทับใจไปอีกแบบ มันเหมือนได้กลับไปนั่งอยู่ในโรงเรียนคริสต์ เหมือนมีงานปีใหม่ตอนโรงเรียนประถม
เค้าเริ่มงามด้วยการร้องเพลง ร้องด้วยเนื้อเกาหลีก่อน แล้วตามด้วยเนื้ออังกฤษ เนื่องด้วยเป็นโบสถ์คริสต์ ทุกอย่างที่นี่จึงถูกสอดแทรกด้วยคำสอนทางศาสนา แล้วก้อมีหลวงพ่อ ซึ่งเป็นคนเกาหลี มาเทศน์ เป็นภาษาเกาหลี เหมียวว่าเค้าคงพูดอังกฤษได้แหละ แต่คงเหมือนบ้านเรา เทศน์ให้คนเกาหลีฟัง ก้อน่าจะพูดเป็นเกาหลี นั่นถูกแล้วล่ะ แล้วเราก้อได้ใส่เครื่องแปลภาษา เท่ห์สุดๆ เหมือนที่เคยเห็นในการประชุมใหญ่ๆเลย เป็น wireless headset แล้วก้อมีคนคอยแปลเป็นภาษาอังกฤษ เป็นระยะๆ ตามที่หลวงพ่อเทศน์ แต่บังเอิญเรานั่งในจุดบอดสัญญาณ ดังนั้น ห้ามขยับ มันจะเป็นสัญญาณซ่ามาก ยิ่งแต่ฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร นี่ยังต้องมาฟังแบบไม่ชัดอีก
 สังเกตุมุมขวาบน จะมีภาษาอังกฤษสลับกับภาษาเกาหลีตลอด
หลังช่วงเวลาเคร่งเครียดกับคำสอนผ่านไป ก้อได้เวลาหม่ำ ได้กินกิมจิ, หมู(อะไรไม่รู้) จิ้มกำน้ำจิ้มถั่วแบบเกาหลี แล้วก้อมีเครื่องเคี่ยง กินกะข้าว มีผลไม้ มีขนมหวานของเกาหลี ร่วมโต๊ะกะคนเกาหลี เสริพโดยคนเกาหลี เออ ดีจริง เรามัวแต่ชวนคนข้างๆคุย เพื่อนเราเลยบอกว่าตามสไตล์คนเกาหลีต้องกินเร็ว และกินเยอะ คนอื่นเค้ากินข้าวหมดไปหนึ่งจานแล้ว เรายังไม่ถึงครึ่งเลย จะว่าไปแล้วเราเองก้อกินเยอะเหมือนกันแหละ แต่ว่าเราเน้นกับข้าว(อิอิ)
แล้วก้อได้เวลานั่งดูการแสดง ที่เราบอกว่าเหมือนสมัยเด็กๆ ที่เราต้องมีการแสดงของแต่ละห้องในงานปีใหม่ แต่อย่างที่รู้ คนเกาหลีเค้าเก่ง acting มาก ไม่มีหลุดขำกันสักนิด เต้นงี้ก้อ สะบัดกันสุดเหวี่ยง น่าสนุกดี เราเองก้อนึกสนุกไปด้วย
แต่เราอยู่ดูถึงจบไม่ได้ เพราะนัดเพื่อนอีกกลุ่มไว้ เป็นเพื่อนญี่ปุ่นที่โรงเรียน เค้าเองก้อให้ความสำคัญกะงานคริสมาส กะ งานปีใหม่เหมือนกัน เราเองก้ออยากรู้วัฒนธรรมเค้า เค้าบอกว่าจะทำอาหารพื้นเมืองให้กิน แต่พอไปถึงก้อไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะว่ากว่าจะเดินทางไป ใช้เวลานานมากเลย ทั้งรอรถ แล้วก้อระยะทาง เดี๋ยวรอกินวันปีใหม่อีกที
 ระหว่างรอแทรม ขอบอกว่ารอนานสุดๆ
เช้าวันต่อมาเป็น boxing day เราเองไม่รู้ที่มาของวันนี้ แต่ได้ยินมาว่าเช้ามาทุกคนจะรีบตื่นไปช๊อปปิ้งกัน เพราะทุกห้างจะลดราคา โดยเฉพาะพวกแบรนเนม

ตอนนั่งรถเข้าไปในเมืองได้เห็นกะตา แต่ว่าถ่ายรูปมาไม่ทัน คนเข้าแถวรอคิวเข้าไปซื้อของใน shop LV, Gucci, Bally แล้วก้อแบรนดังๆ แม้แต่ร้านเล็กๆเอง คนก้อหนาแน่นกันมากๆเลย เราเองเพิ่งเหนื่อยมาจากเมือคืน เลยไม่ค่อยมีอารมณ์สนุกเท่าไร แต่ก้ออดไม่ได้ วิญญาณนักช๊อบมันอยู่ในสายเลือด แต่ไม่ได้ซื้อมาก เพราะว่าไม่มีตังค์ อันไหนไม่ได้อยากได้ ไม่ได้ใช้ แล้วก้อไม่ถูกจริง ไม่ซื้อหรอก เพราะเราได้เดินสำรวจตลาดอยู่เป็นนิจอยู่แล้ว ช่างโชคดีของสาวนักช๊อบอย่างเรา เพราะเป็นที่รู้กันว่าเวลาเค้าเซล์ บางทีเค้าก้อไม่ได้เอาของใหม่มาลด ไม่รู้ไปขุดเอาของสมัยพระเจ้าอะไรมาขาย แล้วไอ้ของนิว อะไรเว้ย(new available สินค้าใหม่) ก้อเป็นราคาปกติ อันนี้เรารู้ดี
 รูปนี้เหนื่อย ขอนั่งพักดีกว่า ข้างหลังเป็นหนึ่งในห้างใหญ่สองห้างในเมลเบิน คือ Myer อีกอันเป็น David Jone(มี s ไม๊ จำไม่ได้)

อันนี้เป็นท่านเจ้าของร้านที่เราทำงานอยู่ เค้าพาไปเลี้ยงเนื่องในวันคริสมาสเหมือนกัน แต่ว่าเลี้ยงก่อน คุณผู้ชายชื่อ คุณ simon หน้าเค้าเหมือนลุงเหมียวเลยล่ะ คุณผู้หญิงชื่อ พี่ธานี ไม่รู้เขียนยังงี้ถูกป่าว เค้าอายุหกสิบแล้วนะ แต่ว่าเปรี้ยวสุดๆเลย
ปล.ตอนนี้กล้องเจ๊ง ดังนั้นภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพจากมือถือ อาจไม่ชัดนะคะ |